Uber: จักรวรรดิที่ถูกสร้างจากแนวคิด Startup และ Venture Capital

PIN


ภาพนาย Travis Kalanick จาก Business Insider

เมื่อ 21 มิถุนายน พศ. 2560 ที่ผ่านมา นาย Travis Kalanick CEO และผู้ร่วมก่อตั้งของ Uber ได้ถูกบอร์ดบริหารและนักลงทุนของตนเองบีบให้ลาออกจากการเป็น CEO ของบริษัท Uber หลังจากที่บริษัทโดนข้อกล่าวหาจากพนักงานเกี่ยวกับการเหยียดเพศ เหยียดผิว โดยขาดศีลธรรมและจรรยาบรรณ และแรงกดดันจากภายนอกเกี่ยวกับการประพฤติตนผิดกฏหมายโดยไม่สนใจจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่ในเดือนกุมภาพันธ์ที่มีอดีตพนักงานยอมเปิดเผยตัวตนและทำการกล่าวหาว่าตนได้ถูกผู้จัดการในบริษัทขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย และเมื่อนางได้ทำการรายงานคำกล่าวหาดังกล่าวต่อแผนกทรัพยากรมนุษย์แล้ว กลับโดนเพิกเฉยและถูกต่อว่าจากหัวหน้าของตนเองเกี่ยวกับการรายงานข้อกล่าวหาไปยังแผนกทรัพยากรมนุษย์อีกต่างหาก

หลังจากที่บทความนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างแพร่หลายแล้ว สิ่งที่ตามมาคือพนักงานทั้งปัจจุบันและอดีตอีกมากมายที่ออกมาเปิดเผยและกล่าวหาถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ย่ำแย่ของ Uber และการจัดการงานที่ไม่ถูกต้องของทีมผู้บริหาร จนเกิดการสืบสวนจากหน่วยงานภายนอกอย่างเป็นทางการที่นำมาสู่คำกล่าวหาจากพนักงานกว่า 200 คำร้องและทำให้เกิดการไล่ออกของพนักงานกว่า 20 คนโดยเฉพาะในระดับผู้บริหาร

แต่แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Uber มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับวิถีการทำธุรกิจของตนเอง และผมเชื่อว่าถ้าจะให้คณะกรรมการบริหารและนักลงทุนที่ได้บีบนาย Travis Kalanick ออกนั้นเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เขาก็คงจะเลือกนาย Travis Kalanick มาเป็น CEO ของ Uber ใหม่อยู่ดี

เพราะความเป็นจริงแล้ว Travis เป็น CEO ในฝันของเหล่ากองทุน Venture Capital และนักลงทุนที่เก็งกำไรในบริษัท Startup

สิ่งที่นายทุน Startup ต้องการมากที่สุดคือ “Valuation”

การลงทุนในบริษัท Startup นั้นคาดหวังผลไม่เหมือนกับการลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยสถิติว่าในหนึ่งกองทุนที่ลงทุนในบริษัท Startup นั้น มักจะมีบริษัทที่ไปไม่รอดกว่า 90% สิ่งที่นักลงทุนในลักษณะนี้ต้องการนั้น จึงเป็นบริษัทเพียงไม่กี่บริษัทที่จะสามารถเติบโตจนสามารถคืนทุนแทนบริษัททั้งหมดที่ล้มเหลวไปได้ จึงเกิดคำศัพท์อย่างคำว่า “Unicorn” เพื่อใช้เรียกบริษัทที่มีมูลค่ากว่า $1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อเปรียบเสมือนสิ่งหายากที่นักลงทุนทุกคนต่างตามหา ซึ่งในอดีตก่อนประมาณสิบห้าปีที่ผ่านมา บริษัทที่จะสามารถเติบโตได้ในระดับนี้ภายในระยะเวลาของกองทุนที่มีอายุเฉลี่ยประมาณเจ็ดถึงสิบปีนั้นไม่สามารถหาได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลในปัจจุบัน จึงเกิดบริษัทยุคใหม่ที่สามารถ “เติบโต” (Scale) ได้อย่างรวดเร็วด้วยการจัดจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง รวมไปถึงพฤติกรรมการควบรวมกิจการจากบริษัทเทคโนโลยีที่โตมาก่อน จนทำให้หลายบริษัทอย่างเช่น Instagram นั้น ไม่จำเป็นต้องมีกำไรเพื่อเข้าตลาดหุ้น ก็สามารถคืนทุนให้กับนักลงทุนได้ผ่านการควบรวมกิจการจาก Facebook นั่นเอง

นอกจากนี้ การที่เทคโนโลยีดิจิตอลทำให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงบริการต่างๆได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ผู้ชนะน้อยราย” โดยเฉพาะในตลาด B2C ที่มีมูลค่าจาก “Network Effect” หรือการที่ยิ่งมีคนใช้เยอะยิ่งมีมูลค่าเยอะ เหมือนกับ Uber ที่ยิ่งมีคนขับรถเยอะ ก็ยิ่งมีผู้โดยสารเยอะ และก็ยิ่งทำให้คนที่สนใจขับหันมาสนใจ Uber มากกว่าคู่แข่งไปอย่างต่อเนื่อง


ภาพถ่ายจากการวาด Network Effect ของ Uber โดยนาย Travis Kalanick

ก่อนที่จะมีเรื่องอื้อฉาว Uber เองจึงกลายเป็นดาราและตัวอย่างที่ทุกคนในวงการ Startup พูดถึงในลักษณะบริษัทตัวอย่างที่สามารถระดมทุนได้มากกว่า $12 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จนทำให้บริษัทมีมูลค่ากว่า $69 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Didi Chuxing ที่ครองตลาดจีน หรือ Lyft คู่แข่งใหญ่สุดในประเทศสหรัฐฯอเมริกาทที่มีมูลค่า “เพียง” $7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และ Grab ของมาเลเซียที่ $3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ


 รวบรวมมูลค่าบริษัทโดย Recode.net

จะเห็นว่าด้วยอัตราความเสี่ยงในการอยู่รอด การวัดกึ๋นว่าบริษัทจะสามารถสร้างมูลค่าให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งจนถูกควบรวมกิจการได้หรือไม่ และลักษณะของธุรกิจดิจตอลที่มักมีผู้ชนะใหญ่สุดอยู่รายเดียวนั้น ทำให้เกมการลงทุนของ Startup นั้นเป็นเกมของ “High Risk, High Return” ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้โตเร็วที่สุดโดยไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นโดยปริยาย

Uber นำเงินทุนทั้งหมดมาลงทุนในการชิงเป็นที่หนึ่งของตลาดทั่วโลกโดยยังไม่สนใจการทำกำไร

และเกมแบบนี้ จึงเป็นที่มาของปัญหาภายในองค์กรทั้งหมดของ Uber

Travis Kalanick: CEO ที่ “เหมาะที่สุด” สำหรับ “การเติบโต” ของ Uber

หากย้อนดูประวัติของ Uber แล้ว จะพบว่าบริษัทนี้เติบโตมาได้ด้วยวัฒนธรรมของการต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายทุกอย่างที่ขวางกั้นเพื่อคว้าชัยชนะ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นคู่แข่ง กฏหมาย หรือคนที่มาอยู่ก่อนก็ตาม

การที่ Uber จะ “ชนะ” ได้ จะต้องมีผู้แพ้ก็คือวงการขนส่งมวลชนะสาธารณะเดิม โดยเฉพาะวงการ “แท็กซี่” ที่มักจะมีกฏหมายการเดินทางและสมาพันธ์ต่างๆคุ้มครองอยู่ ทำให้ทุกที่ที่ Uber ไป จะต้องมีการต่อสู้ทางกฏหมาย โดย Uber มักเลือกที่จะ “ดำเนินการก่อน” แล้วค่อย “ขอทีหลัง” อยู่เสมอ และกลยุทธืการ “หั่นราคา” ที่ยอมใช้เงินทุนของตนเองดำเนินการแบบขาดทุนเพื่อสร้างเครือข่ายคนขับ สร้างความประทับให้ผู้ใช้ และทำให้คู่แข่งล้มหายตายจากไปจนกว่าจะเหลือเขาอยู่เพียงผู้เดียว

และด้วยลักษณะของบรรดาแท็กซี่ที่มีอยู่เดิมที่มักจะมีปัญหาในการให้บริการคล้ายๆกันอยู่ทั่วโลก จนเป็นเหมือนกลยุทธ์ของทาง Uber เองว่าจะต้องเข้าสู่ตลาดต่างๆทั่วโลกโดยไม่มีการเจรจากับกฏหมายที่มีไว้คุ้มครองความปลอดภัยของผู้โดยสาร หรือการเจรจากับผู้ให้บริการปัจจุบันของแต่ละประเทศก่อน เพื่อให้เกิดฐานผู้ใช้ที่รักในบริการของ Uber และเมื่อมีการเรียกร้องจากคู่แข่งเหล่านั้น ก็จะเกิดการปกป้องจากผู้ใช้ต่างๆ จนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวจน Uber เองก็เหมือนได้รับการประชาสัมพันธ์ฟรีอย่างต่อเนื่อง โดยในบางครั้ง ทาง Uber เองก็มักจะสร้างแคมเปญและเครื่องมือต่างๆให้ผู้ใช้สามารถรณรงค์สนับสนุนต่อต้านการระงับบริการ Uber ได้อย่างสะดวกอีกด้วยซ้ำ


รูปภาพการประท้วง Uber จาก Business Insider

ในสมัยที่ Uber ยังต้องแข่งกับคู่แข่งอย่าง “Lyft” ในประเทศสหรัฐฯ ทางบริษัทก็ได้มีการใช้กลยุทธ์อย่างการให้พนักงานของบริษัททำการเรียกรถ Lyft แล้วคอยกดยกเลิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้การบริการมีปัญหา หรือการนั่งรถ Lyft แล้วคอยเจรจาให้คนขับรถเหล่านั้นหันมาใช้บริการของ Uber แทน

กลยุทธ์แบบนี้ ทำให้ Uber ครองตลาดมาแล้วเกือบทั่วโลก และสะท้อนลักษณะนิสัยของ Travis Kalanick ที่ต่อสู้แบบหลังชนฝาอยู่ตลอดเวลา

ประวัติของการทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ

Travis เป็น CEO สไตล์ต่อสู้หลังชนฝา ที่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าคำว่าชัยชนะ และไม่มีมีเวลามาคำนึงถึงจรรยาบรรณหรือความรู้สึกของคนอื่นเมื่อเขาตั้งโจทย์ไว้แล้วว่าจะต้องเติบโตสู่จุดสูงสุดโดยเร็วที่สุด

ความมุ่งมั่นในทุกๆเรื่องของนาย Travis มักได้รับการขานกล่าวจากบรรดาเพื่อนและนักลงทุนของเขามากมาย อย่างเช่นข่าวลือว่าเขาเคยติดอันดับคะแนนสูงสุดลำดับ 7 ของโลกในเกมชื่อดังอย่าง Angry Birds และลำดับสองของโลกในเกม Wii Tennis หรือการที่เขาจะเอาคอมพิวเตอร์ไปทำงานด้วย แม้เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนตามผับบาร์ต่างๆก็ตาม

หรือในเวลาก่อนที่นาย Travis Kalanick จะได้มาร่วมก่อตั้ง Uber เขาก็ได้ทำผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ “Scour” แอปที่ให้ผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์เพลงซึ่งกันและกันได้ในสมัยที่เราโหลดเพลง mp3 กัน (นึกภาพ Napster, Limewire, หรือ use case ของ 4shared ในบ้านเรา) ที่สุดท้ายแล้วก็ต้องปิดตัวไปจากการโดนฟ้องร้องความเสียหายมูลค่า $250 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

แต่หลังจากที่ Scour ปิดตัวไปเพียงไม่นาน นาย Travis เองก็ได้รับเงินลงทุนให้ก่อตั้งบริษัทใหม่นาม Red Swoosh ที่มีจุดขายในด้านการส่งไฟล์ขนาดใหญ่ผ่านอินเทอร์เน็ต (นึกภาพพวก Megaupload ในสมัยก่อนหรือที่เราเปลี่ยนมาใช้ Dropbox, Google Cloud Drive, Microsoft OneDrive กันทุกวันนี้) โดยก่อวีรกรรมไว้ด้วยการเอาเงิที่คล้ายๆกับเงินหักภาษีของเงินเดือนพนักงานมาลงทุนในบริษัทต่อแทนการส่งให้กับกรมสรรพากร

แม้เรื่องนั้นจะแดงขึ้นมาในที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว Red Swoosh ก็ถูกขายให้กับบริษัท Akamai ด้วยมูลค่า $19 ล้านเหรียญสหรัฐฯได้สำเร็จ

ราวกับว่านาย Travis จะได้รับการสนับสนุนให้ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะโดยไม่ต้องสนใจความผิดชอบในเชิงกฏหมายและจรรยาบรรณมาโดยตลอด

ก้าวต่อไป หลังการสะดุด

มีข่าวว่า หนึ่งในนักลงทุนสำคัญที่ได้กดดันนาย Travis ให้ลาออกจากการดำรงตำแหน่ง CEO คือนาย Bill Gurley นักลงทุนจาก Benchmark Capital ที่โด่งดังจากการลงทุนบริษัทอย่าง Dropbox, Twitter, Snapchat, และ Instagram

แต่หลังจากการลาออก นาย Bill Gurley ก็ได้ทำการโพสท์ข้อความชมนาย Travis ผ่านบัญชี Twitter ของเขาว่านาย Travis จะได้รับการจดจำเป็นหนึ่งใน CEO ยิ่งใหญ่ที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้

และความคิดนี้ ก็ได้รับการพูดถึงโดยเหล่านักลงทุนอื่นๆอีกมากมาย


 โพสท์จาก Twitter ของนาย Bill Gurley

แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Uber ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมของพนักงานและผู้บริหาร อย่างเช่นข่าวว่าในสำนักงานใหญ่ของ Uber นั้น มีการแสดงหน้าตาของผู้โดยสารที่กำลังใช้ Uber อยู่บนจอใหญ่พร้อมระบุตำแหน่งที่เขากำลังเดินทางอยู่โดยไม่สนใจความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เหล่านั้น

แต่ข่าวครั้งนี้เป็นรอบที่ใหญ่ที่สุด และที่สำคัญ คือเป็นช่วงที่ทาง Uber เองเริ่มมีการพ่ายแพ้ในบางตลาดอย่างเช่นประเทศจีนที่ต้องเจ็บตัวถอยออกมา หรือบางตลาดที่ยังไม่ทำกำไรเพราะคู่แข่งในแต่ละภูมิภาคที่ยังต่อสู้ไม่ยอมถอย

นาย Jason Calacanis นักลงทุนรายแรกๆอีกคนของ Uber ได้กล่าวว่า แผลทั้งหมดที่ทำให้นาย Travis ต้องลาออกนั้น เป็นแผลที่เขาสร้างขึ้นมาเอง แต่เกิดจากการที่ Uber ต้องต่อสู้มาโดยตลอดเพื่อที่จะอยู่รอดมาได้ตั้งแต่แรก และเมื่อเขาต้องต่อสู่ตลอดเวลา จึงเกิดทัศนคติว่าจะต้องต่อสู่กับทุกคน แต่ตอนนี้ เขาเชื่อว่านาย Travis เข้าใจแล้ว ว่าสิ่งที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ อาจไม่สามารถทำให้เขาไปถึงจุดต่อไปได้

แท้จริงแล้ว เบื้องหลังการลาออกจากการเป็น CEO ของนาย Travis คือเขายังคงมีเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการบริหารของบริษัท ผ่านการเจราจาหุ้นที่ไม่ทิ้งผลประโยชน์ของตนเองมาตลอดการระดมทุน

น่าสนใจว่า CEO คนต่อไปที่จะมารับหน้าที่ทำให้ Uber เติบโตในยุคที่ Uber อาจถึงจุดสูงสุดแล้วจะเป็นใคร และหน้าตาของ Uber จะก้าวไปสู่บริษัทที่ทำกำไร และพัฒนาวงการคมนาคม โดยปราศจากปัญหาต่างๆภายในองค์กรได้อย่างที่เหล่านักลงทุนและนาย Travis เองอาจคาดหวังไว้ได้หรือไม่ และหากไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นในบริษัท Startup ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ใดๆที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ครับ

 

คอลัมน์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร SM Magazine ฉบับเดือนกรกฎาคม 2560 ภายใต้คอลัมน์ “STARTUP MARKUP”


เลอทัด ศุภดิลก
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซลสุกิ จำกัด
www.sellsuki.co.th

SaveSaveSaveSaveSaveSave

SaveSave

Hi, I'm Lertad Supadhiloke

เลอทัด ศุภดิลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารจัดการบริษัท Sellsuki จำกัด

http://www.lertad.com