Drone Startups: เมื่อ “เครื่องอากาศยานไร้คนขับ” ไม่ใช่แค่ของเล่นอีกต่อไป

PIN

สำหรับใครที่ได้ติดตามเครื่องเล่นไฮเทค คงจะได้เห็นเครื่องบินวิทยุบังคับยี่ห้อ “AR.Drone” ที่มีลักษณะเป็นใบพัดสี่ตัวพยุงเครื่องยนต์ตรงกลางหรือที่มีศัพท์อย่างเป็นทางการว่า “Quadricopter” ตามร้านขายเครื่องเล่นและอุปกรณ์ไฮเทคและไลฟ์สไตลล์หลายๆร้าน ซึ่งเจ้า “Quadricopter” นี้สามารถบินขึ้นไปสู่อากาศและบังคับผ่านแอปในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย  พร้อมรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมอย่างเช่นกล้องถ่ายวิดีโอ เพื่อใช้ถ่ายและบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บนท้องถนน คล้ายกับภาพจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ที่เราเห็นตามรายการข่าวในสมัยที่ผ่านมา

แต่หากเราศึกษาไปถึงวิวัฒนาการว่าทำไมเราถึงได้สามารถมีเครื่อง “Quadricopter” มาจัดจำหน่ายให้เราได้ซื้อมาเล่นเองที่บ้านแล้ว จะค้นพบว่าเจ้า “Quadricopter” นี้เป็นเพียงแขนงหนึ่งของวิวัฒนาการของ “เครื่องอากาศยานไร้คนขับ” ที่มีศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Drone”  ซึ่งมีขนาดเล็ก และสามารถบินได้ด้วยตนเองโดยอัตโนมัติ หรือมีคนบังคับจากระยะไกลๆ นั่นเอง

 

ภาพจาก ft.com
ภาพจาก ft.com

จริงๆแล้วเราหลายคนอาจจะเคยได้เห็นการปรากฏตัวของการใช้ “Drone” ในสถานการณ์จริงกันมาแล้วจากสองสถานการณ์คือ

  1. การทำสงครามในประเทศอัฟกานิสถานทที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้ “Drone” ติดอาวุธในทางสงครามเพื่อทำการสำรวจ ควบคุม และยิงผู้ก่อการร้ายจากบนอากาศ โดยไม่ต้องใช้มนุษย์เข้าไปบุกรุกถึงฐานของศัตรูเลยแม้แต่น้อย และ
  2. การถ่ายภาพเหตุการณ์การประท้วงและจราจลทั้งในต่างประเทศหรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ที่มีการนำเจ้า Drone ประเภทต่างๆบินเหนือความชุลมุน พร้อมติดกล้องถ่ายวิดีโอเพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

และเมื่อเราเริ่มศึกษาถึงวิธีต่างๆที่บริษัท “Startup” กำลังพัฒนาเจ้าตัว “Drone” มาใช้ในทางปฏิบัติแล้ว ก็จะเริ่มเห็นว่ามันไม่ได้เป็นเพียงของเล่นธรรมดาๆ แต่กลับสามารถนำมาใช้ในทางธุรกิจและชีวิตประจำวันได้มากมายเลยทีเดียว

ในประเทศชิลี ได้มีการนำ “Drone” มาใช้ช่วยคนที่กำลังจมน้ำด้วยการนำอุปกรณ์กู้ชีพไปปล่อยให้ผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว โดยให้นักว่ายน้ำใส่เซนเซอร์ที่จะสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้สวมใส่กำลังมีปัญหาในการว่ายน้ำอยู่หรือไม่ โดยตัว Drone นั้นสามารถค้นพบและเข้าถึงผู้ประสบภัยได้เร็วกว่ามนุษย์มากถึงสามนาที

ภาพจาก abc7news.com
ภาพจาก abc7news.com

 

นอกจากนี้ ในประเทศที่มีการตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์อย่างผิดกฏหมาย ก็มีตัว “Drone” รุ่น “Air Shepherd” ที่สามารถเป็นตัวแทนตำรวจในการควบคุมพฤติกรรมดังกล่าวได้ ด้วยความสามารถในการบินและบันทึกภาพในบริเวณพื้นที่กว่า 6,250 ไร่ภายใน 12 วัน จนได้ผลว่าในบริเวณใดก็ตามที่มี “Drone” บินผ่าน บริเวณนั้นจะไม่ค้นพบพฤติกรรมการล่าสัตว์หรือตัดไม้อย่างผิดกฏหมายอีกต่อไป

และในปีพศ. 2556 ทางบริษัท Amazon ก็ได้มีการประกาศว่าทางบริษัทกำลังค้นคว้าและวิจัยการนำ Drone เข้ามาใช้ในการส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคโดยตรงเลยทีเดียว

ซึ่งเราจะเห็นว่าหนึ่งในประโยชน์ของ Drone ที่เด่นชัดคือความสามารถในการมองเห็นภาพขนาดใหญ่จากบนอากาศ บริษัท Startup Drone หลายๆที่จึงเจาะตลาดอุตสาหกรรมที่มีความต้องการที่จะเก็บภาพพื้นที่ขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลาอย่างอุตสาหกรรมการก่อสร้าง พลังงาน เกษตรกรรม หรือุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ต้องการข้อมูลสถานการณ์การก่อสร้างในปัจจุบัน อย่างเช่นบริษัท Skycatch ที่ร่วมมือกับบริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Komatsu เพื่อพัฒนาซอฟท์แวร์จับและประมวลภาพถ่ายจากพื้นที่สูงทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติเพื่อเก็บภาพพื้นที่ก่อสร้าง

 

ภาพจาก takepart.com
ภาพจาก takepart.com

 

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอย่าง Sunlight Photonics ที่เน้นพัฒนา Drone พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อขจัดข้อจำกัดของ Drone ที่จะต้องทำการบินกลับมายังจุดเริ่มต้นเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ทำให้ Drone ในอนาคตอาจสามารถบินค้างอากาศได้ตลอดเวลาในช่วงเวลาที่มีแสงอาทิตย์

 

อีกหนึ่งประโยชน์ของ Drone ที่เราอาจคาดไม่ถึงก็คือการทำตัวเป็นเสาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตให้กับพื้นที่ต่างๆทั่วโลกโดยไม่ต้องอาศัยการตั้งเวสโทรศัพท์หรือดาวเทียมในอวกาศจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งขั้นของการเชื่อมต่อคนทั่วโลกเข้าหากัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะมีข่าวว่าทางบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารและเชื่อมต่อกันอย่าง Facebook และ Google ได้มีการวิจัยและพัฒนาการนำ Drone เหล่านี้มาใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆเข้าหากัน โดย Google เองก็เคยมีการทดลองพัฒนาการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านบอลลูนมาแล้วในประเทศนิวซีแลนด์และอินเดียภายใต้โครงการ Project Balloon

 

ภาพจาก theiet.org
ภาพจาก theiet.org

 

และท่ามกลางการแข่งขันกันพัฒนา “Drone” ในยุคปัจจุบัน ก็คงจะต้องพูดถึง บริษัท “DJI” และ “Airware” ที่กำลังแข่งกันเป็น “ระบบปฎิบัติการ” ของ “Drone” คล้ายกับศึกระหว่างระบบปฎิบัติการเครื่องคอมพิวเตอร์อย่าง Windows ของ Microsoft กับ OS X ของ Apple หรือระบบปฎิบัติการเครื่องโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนอย่าง Android ของ Google กับ iOS ของ Apple เช่นกัน ซึ่งทั้งสองบริษัทก็เป็นบริษัทในอุตสาหกรรม “Consumer Drones” ที่ได้รับเงินลงทุนสูงที่สุดในโลกอยู่ในตอนนี้ โดย Airware ได้รับเงินลงทุนไปแล้วกว่า $40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และได้ทำการพัฒนาระบบการจัดการวิถีการบินของเครื่องอากาศยานไร้คนขับร่วมกับองค์การ NASA เพื่อจัดระเบียบวิถีการบินของเครื่องอากาศยานในยุคต่อไป

และนอกจากนี้ทั้ง “DJI” และ “Airware” นี้ก็ได้ทำการตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในบริษัท Startup ที่เกี่ยวข้องกับ “Drone” ในนาม  “SkyFund” และ “Commercial Drone Fund” ตามลำดับกันอีกทอดหนึ่ง เพื่อสนับสนุนให้วงการของเขาโตเร็วยิ่งขึ้นเข้าไปอีกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากเรามุ่งเน้นไปที่บริษัท “Drone” สำหรับ “Consumer” หรือบริษัทที่พัฒนาเครื่อง “Drone” มาโดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้บริโภคทั่วไปแล้ว แม้ว่า Consumer Drone ที่เรารู้จักกันส่วนใหญ่แล้วอาจจะเป็นตัว AR.Drone ของบริษัท Parrot จากประเทศฝรั่งเศสที่มีการจำหน่ายสินค้าของเขาตามห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่บริษัท Startup ที่เจาะตลาด Consumer Drones ที่ได้รับเงินลงทุนจำนวนสูงสุดอย่างแท้จริงในตอนนี้บริษัท 3D Robotics ที่นำโดย CEO Chris Anderson อดีตบรรณาธิการของนิตยสารเทคโนโลยีอันดับหนึ่งอย่าง Wired นั่นเอง โดย 3D Robotics ได้มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นชุมชนของผู้สนใจและพัฒนา Drones ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำการพัฒนาโปรแกรมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ Drone ในลักษณะ “Open Source” หรือการเปิดโค้ดให้ใครๆก็สามารถนำไปอ่าน พัฒนา และต่อเติมได้อย่างเปิดเผย จนพัฒนามากลายเป็นการจัดตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ ทำการผลิตอุปกรณ์ Pixhawk ที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมการบินของ Drones ได้อย่างอัตโนมัติผ่านอุปกรณ์เซนเซอร์วัดระดับความสูง ความกดอากาศ ไฟ LED และภาพพื้นผิว โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนควบคุม และกำลังจะให้กำเนิดยานบิน “Solo” ซึ่งจะเป็น “Smart Drone” ตัวแรกของโลก โดยสามารถบินไปยังเป้าหมายและทำการย้อนกลับมาได้ด้วยตัวเองโดยการคำนวณวิถีการบินอย่างชาญฉลาด พร้อมพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์อย่างกล้อง Go Pro เพื่อทำการบันทึกภาพการบินและภาพพื้นผิวหรือการนำไปใช้อื่นๆอีกด้วย

ภาพจาก 3drobotics.com
ภาพจาก 3drobotics.com

ช่วงสองปีที่ผ่านมา ถือเป็นการเริ่มต้นการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มบริษัท “Drone” โดยหากดูจากการลงทุนโดยกลุ่ม Venture Capital แล้ว ได้มีการลงทุนในบริษัทไม่ถึง 5 บริษัทในช่วงระหว่างปี พศ. 2553 ถึง 2555 แต่ก็ได้เติบโตมาเป็น 10 กว่าบริษัทในปี พศ. 2556 และ 29 บริษัทในปี พศ. 2557 โดยในช่วงปี พศ. 2557 ที่ผ่านมา บริษัท CBI Insights ได้ทำการประมาณไว้ว่าได้มีเงินลงทุนจากภาค Venture Capital ไปแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นมูลค่าสูงกว่าปีก่อนหน้านี้อยู่เท่าตัว และเป็นการลงทุนในบริษัททั่วโลก โดยมีหนึ่งบริษัทที่น่าสนใจคือ XAircraft เพราะเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน ที่มีความยืดหยุ่นทางด้านกฏหมายควบคุมบริษัทของประเทศตนเอง และได้รับการลงทุนไปแล้วกว่า 600 ล้านบาท ไปแล้วจากกลุ่มนักลงทุนในจีน​

เป็นธรรมชาติที่การพัฒนากฏหมายนั้นจะช้ากว่าการพัฒนาของเทคโนโลยี ในปัจจุบัน ยานบิน “Drone” เหล่านี้จึงได้เริ่มมีการเรียกร้องจากประชาชนว่ามีการบินที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของตนเอง ประกอบกับ “Drone” ที่มีความสามารถในการบินสูงจนเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ที่มีการบินในความสูงที่ต่ำ จนเหล่าผู้พัฒนาก็ต้องทำการร่วมกันเป็นภาคีเพื่อพัฒนา “มาตรฐาน” ของความปลอดภัยในการบิน เช่น พื้นที่หวงห้ามในการบิน ระบบการสื่อสารขอพื้นที่ในการบิน และช่วงเวลาที่สามารถบินได้ ยกตัวอย่างในประเทศสหรัฐฯอเมริกา ที่ทางองค์กรควบคุมทางการบินได้เสนอกฏหมายควบคุมว่า “Drone” ทุกตัว ว่าจะต้องบินอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นได้อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถบินเหนือคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบินของ “Drone” ตัวนั้น ไม่สามารถบินได้ตอนกลางคืน และต้องรักษาระดับความสูงไม่น้อยกว่า 500 ฟุตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นการจำกัดการใช้ประโยชน์และการพัฒนาของ “Drone” อยู่หลายกรณี เช่น การส่งของ การตรวจสอบผลผลิตทางการเกษตร และการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน ที่ต้องใช้การบินในระยะประชิด และฝ่าฝืนกฏบางกฏที่ได้กล่าวมา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยุคนี้ยังเป็นยุคแรกของการนำ “Drone” มาใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง ในโลกที่ใครๆก็สามารถบินได้กันอย่างแท้จริงแล้ว คงจะต้องมีการพูดคุยและวางกรอบครอบคลุมกันอีกมากมาย และคงจะมีการคิดค้นการนำ “Drone” และความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและมุมมองจากฟากฟ้าที่คนทั่วไปไม่ได้สามารถเข้าถึงได้มาก่อนกันอีกมากมายที่เรายังนึกไม่ถึง ทั้งในเชิงข้อมูล และการคมนาคม

บางทีเทคโนโลยีต่อไปที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างสิ้นเชิงต่อจากยุคของ “อินเทอร์เน็ต” และ “สมาร์ทโฟน” อาจจะเป็นเจ้า “Drone” นี้ก็เป็นได้ครับ

คอลัมน์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร SM Magazine ฉบับ มิถุนายน พศ. 2558 ภายใต้คอลัมน์ “STARTUP MARKUP”

 

Hi, I'm Lertad Supadhiloke

เลอทัด ศุภดิลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารจัดการบริษัท Sellsuki จำกัด

http://www.lertad.com