รีวิว skyfall… การค้นหาของคำว่า “ใครคือเจมส์ บอนด์”

หลังจากที่ได้ดู Skyfall ไปเมื่อสองวันก่อน ก็หยุดคิดถึงมันไม่ได้ เลยขอเขียนระบายให้มันไม่ติดอยู่ในหัวสักนิด – Skyfall คือภาพยนตร์ James Bond ที่เป็นได้ทั้งภาคสุดท้ายและการเริ่มต้นใหม่ที่สมบูรณ์แบบและสวยงามของมหากาพย์แฟรนไชส์ภาพยนตร์อายุยาว 50 ปี

แม้ไม่เคยคิดจะเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนหนังเจมส์ บอนด์ แต่ผมก็น่าจะเคยดูเกือบทุกภาค เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่คุณแม่ชอบมาก จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่แม้จะดูๆไปอย่างไม่ได้ตั้งใจมากนัก ก็รู้สึกได้ว่า James Bond ในยุคของ Sean Connery นั้นคือยุคที่คลาสสิกและนิยามความเป็น James Bond ที่คนเข้าใจกันจนถึงทุกวันนี้

จากที่สองภาคที่ผ่านมาที่ Daniel Craig ได้รับบทเป็น James Bond ทีมผู้สร้างได้ลองพยายามที่จะกลับไปสู่ความสมจริงและความดิบของตัวหนังสือของ Ian Flemming อันเป็นแหล่งกำเนิดของคาแรกเตอร์สายลับจอมเสน่ห์ แต่ทว่าใน Skyfall นี้ ทีมผู้สร้างได้เลือกที่จะเปลี่ยนใจอีกครั้งและใช้โอกาสการครบรอบ 50 ปีในการกลับไปสู่จุดสูงสุดดั้งเดิมของความเป็น James Bond ที่ผู้ชมภาพยนตร์หลงไหล นั่นก็คือ James Bond ในสมัยที่ Sean Connery ได้แสดงนั่นเอง โดยน่าจะเป็นภาพยนตร์ Bond เรื่องแรกที่มีผู้กำกับระดับผู้ชนะรางวัล Oscar มาคุม

และผลของการเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้ คือภาพยนตร์แอ๊คชันที่ดีที่สุดของปี 2555

  • หนึ่งในจุดที่เด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือวิธีการเล่าเรื่องที่ค่อยๆปล่อยปมมาทีละนิดๆ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของการตลาด ที่ไม่เคยเฉลยถึงฉากจบ เพียงแต่ใบ้ ด้วยเนื้อเรื่องของการ “เกิดใหม่” (Ressurection) ของ Bond โดยไม่เคยบอกผมเลยว่า หนังเรื่องนี้ จริงๆแล้วจะเป็นภาคของการ Reboot

ด้วยความที่ไม่ได้คาดหวังและไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน กลายเป็นว่าภาพยนตร์นี้เป็นเรื่องที่หลอกและตบตาได้มากที่สุดในรอบปี เพราะจริงๆแล้วเมื่อดูๆไป ก็ได้กลิ่นอยู่ว่า James Bond ภาคนี้ “ไม่ปกติ” มันมีเพลงประกอบหลักของ James Bond โผล่มาในจังหวะเท่ๆมากกว่าปกติ (สองภาคที่ผ่านมาไม่มีเลย) ตัว James Bond เองก็มีอารมณ์ขันและความทะเล้นที่เยอะขึ้น รวมไปถึงมุกตลกมากมายที่ถูกใส่ลงไปในภาพยนตร์ที่ซีเรียสได้อย่างลงตัว

จนเมื่อ Moneypenny เปิดเผยตัวเองตอนสุดท้าย กลายเป็นจังหวะขนลุกและเกิดอาการ “อ๋อต่อเนื่อง” ด้วยฉากที่ย้อนกลับไปสู่ยุคเดิม ทั้งโต๊ะของเลขาจอมเสน่ห์ และห้องบัญชาการของ M ผู้กล้าหาญและเข้มแข็ง และการเอาฉากขาวดำคลาสสิกที่เป็นเงาเจมส์บอนด์เดินมายิงผู้ส่องไกปืนมาแปะไว้ตอนจบแทน และแสดงโลโก้ “50 ปี เจมส์บอนด์” มันเป็นการบอกประกาศโดยไม่ต้องใช้คำพูดว่า “James Bond คนเดิม” นั้นกลับมาแล้วอย่างแท้จริง

  • James Bond ภาคนี้ไม่ใช่แค่การ Reboot หรือ “เริ่มใหม่” ธรรมดา แต่เป็นภาคที่ตั้งคำถามค้นหาว่าแก่นของ James Bond คืออะไรJames Bond ในภาคนี้ถูกเขียนให้ออกมาเป็นชายที่อ่อนแอลง แก่ตัวขึ้น และเหมือนจะตกยุคนิดๆ แต่ก็ยังแอบแฝงด้วยกระบวนท่าทีเด็ดเมื่อถึงเวลาคับขัน

  • เอกลักษณ์ของตัวร้ายใน James Bond คือจะมีความเว่อร์และความเป็นการ์ตูน ดูไม่เหมือนคนในโลกเดียวกับเรา แต่ตัวร้าย James Bond ที่เด่นๆมักจะเป็นกลายเป็นสายลับเก่าเสมอ ตั้งแต่ Golden Eye ไปจนถึง Goldfinger อาจเป็นเพราะ James Bond มีทั้งความฉลาดและความแข็งแกร่ง ตัวร้ายที่แกร่งอย่างเดียวเลยดูไม่น่ากลัวเท่าคนร้ายที่อาจจะฉลาดและรู้มากกว่า James Bond

Javier Bardem เล่นบทตัวร้ายได้ดีมาก เป็นตัวร้ายที่ร้ายเพราะสถานการณ์บังคับ เขาไม่ใช่คนร้ายโดยแก่นแท้ แต่มาเลวเพราะรู้สึกโดนคนที่ตนรักที่สุดหักหลัง กลายเป็นตัวร้ายที่น่ากลัวที่สุดที่เคยมี แต่กลับมีแผนการณ์ที่หวังไว้เล็กที่สุดเช่นเดียวกัน

  • บทของตัวร้ายนั้นสะท้อนไปถึงความสัมพันธ์ของ James Bond กับ M เช่นเดียวกัน ซึ่งแม้ทุกคนจะเรียก M ของ Judy Dench ว่า “Mum” อยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เรารู้ประวัติของ James Bond ว่าคำว่า “Bond” นั้นไม่ใช่แค่รหัสลับ และ “M” คงจะไม่ใช่แค่เจ้านายคนนึง

  • การ Reboot ครั้งนี้ เทียบเท่ากับระดับของ Star Trek ของ JJ Abrams เลย เพราะสามารถดึงเอาตัวละครหลักๆดั้งเดิมกลับมาใหม่ โดยไม่ต้องใช้เนื้อเรื่องเดิม และยังสามารถทำให้เรารู้เบื้องหลังตัวละครแต่ละคนโดยไม่ต้องมานั่งย้อนทำภาค “Prequel” ใหม่

เอาง่ายๆ ในภาคต่อไปต่อให้ Monypenny มีบทแค่สาวนั่งโต๊ะคอยทักทาย James Bond แต่เราก็รู้แล้วว่าจริงๆเธอเป็นวายร้ายที่ถือปืนยิงไกได้ไม่แพ้สายลับไหนๆ รวมไปถึง M ที่ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่เป็นทหารที่มีความซื่อสัตย์และจริยธรรมของคนรักประเทศ

  • จริงๆถ้ารู้ก่อนหน้านี้ว่าพี่เจมส์แกจะ reboot ตัวเอง คงเดาไม่ยากว่าจะมี Moneypenny อยู่ในเรื่องนี้ เพราะในประวัติศาสตร์เจมส์บอนด์ มีผู้หญิงอยู่คนเดียวที่จะคุยจีบกับ Bond ในขณะทำงานมากขนาดนี้ แต่ความไม่รู้เลยทำให้ขนลุกมากเป็นพิเศษ เด็ดกว่าตอนเปิดตัว Robin ใน The Dark Knight Rises เยอะเลย

  • หนึ่งในเทคนิคการเล่นมุกที่เด็ดที่สุด คือการล้อตัวเอง และก็จะมีแต่แฟรนไชส์ที่โด่งดังเท่านั้นที่จะทำได้ อย่างเช่นบทของ Q ผู้ถูกนำกลับมาใหม่ที่จักกิด Q ในอดีตว่า “What were you expecting? An exploding pen? We don’t really do that kind of thing anymore” – พูดถึง Q จาก stereotype ในสมัยก่อนที่คนฉลาดๆจะเป็นนักวิทยาศาสตร์แก่ๆใส่ lab coat มากลาเยป็นเด็กหนุ่มเนิร์ดหัวกระเซิงบ้าคอมพิวเตอร์ แต่แม้ความไฮเทคและชาญฉลาดจะคงเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือคราวนี้ไม่มีอุปกรณ์ที่มันเว่อร์เกินไป

  • รถที่ Daniel Craig/James Bond ขับตอนท้ายนั้นเป็นรถที่ Sean Connery ใช้ใน James Bond ภาคเก่าๆ ตอนที่มันโดนทำลาย มีคนในโรงออกเสียงเสียดายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

  • ไม่แน่ใจว่าบทพี่เลี้ยงของ Bond นี้ ตั้งใจจะให้อยู่ยาวๆ เป็น Alfred เวอร์ชัน James Bond หรือว่าดั้งเดิมเขียนมากะให้ Sean Connery มาเล่นเป็น Cameo สนุกๆ แต่คนที่มารับบทก็เล่นดีมากนะ เห็นปุ๊ป ชอบปั๊ป ลุ้นไม่อยากให้ตายยิ่งกว่า M ซะอีก

  • ใครจะคิดว่า วิทยุ จะสามารถถูกนำมาใช้เป็นมุกให้คนขำได้ถึงสามครั้งในภาพยนตร์เรื่องเดียว – ส่วนตัวให้หนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่แอ็คชันดีที่สุดในปีนี้จริงๆ ซึ่งรวมถึงหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นๆด้วย

  • Mr. Bond. What took you so long?